เห็ด


 


มนุษย์รู้จักเห็ดและการนำเห็ดมาประกอบอาหารรับประทานมาเป็นเวลานานแล้ว ประมาณ 130 ล้านปี เห็ดนอกจากจะนำมาเป็นอาหารแล้ว   เห็ดยังมีผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกโดยการย่อยสลายซากพืช มูลสัตว์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นการลดปริมาณของเสียบนพื้นโลกอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากเห็ดมาเอ็นไซม ์(Enzme) หลายชนิดที่ย่อยสลายวัสดุ มีโครงสร้างของอาหารที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปของสารอาหารที่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ เช่น เห็ดหอม เห็ดสกุลนางรม เห็ดกระดุมนอกจากนี้ยังมีเห็ดที่ต้องอาศัยอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือ อาศัยอาหารจากรากพืชอีกหลายชนิดในธรรมชาติ


เห็ด  (mushroom)  หมายถึง  พืชชั้นต่ำประเภทฟังไจ  (fungi)  ที่มีความแตกต่างไปจากพืชชนิดอื่น  คือ  ไม่มีคลอโรฟิลล์  (chlorophyll)  หรือสารสีเขียว  ทำให้เห็ดไม่สามารถสร้างอาหารได้เองโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง  ต้องอาศัยสารอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต รากพืชที่ตายแล้ว (saprophyte) หรืออาศัยอาหารจากพืชอื่น ๆ (mycorrhiza) โดยทั่วไปเห็ดเป็นชื่อใช้เรียกราชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีวิวัฒนาการสูงกว่าราอื่น ๆ เห็ดมีวงจรชีวิตที่สลับซับซ้อนกว่าเชื้อราทั่วไป เริ่มจากสปอร์ซึ่งเป็นอวัยวะหรือส่วนที่สร้างเซลล์ขยายพันธุ์ เมื่อตกไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะงอกเป็นเส้นใย (hypha)  และกลุ่มเส้นใยรา (mycelium) เจริญพัฒนาเป็นกลุ่มก้อนเกิดเป็นดอกเห็ด อยู่เหนือพื้นดิน บนต้นไม้ ขอนไม้ ซากพืช มูลสัตว์ เป็นต้น เมื่อดอกเห็ดเจริญจะสร้างสปอร์ ซึ่งจะปลิวไปงอกเป็นใยรา และเป็นดอกเห็ดได้อีก หมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยไป

           มนุษย์สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้  เนื่องจากเห็ดเป็นอาหารที่มีรสชาติดี    นอกจากเห็ดจะมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแง่ของอาหารและยาป้องกันรักษาโรคแล้ว  เห็ดยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย  ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดหลายชนิดประกอบกับต้นทุนในการผลิตเห็ดแต่ละชนิดค่อนข้างต่ำ  จึงทำให้ผู้เพาะเห็ดมีรายได้ดี มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น  ซึ่งจะส่งผลไปถึงฐานะทางเศรษฐกิจของชาติด้วย  ดังนั้น  ผู้เรียนควรศึกษาความสำคัญของการเพาะเห็ดให้มีความรู้  ความเข้าใจ  ก่อนจะเลือกประกอบอาชีพการเพาะเห็ดในอนาคต

2. ส่วนต่าง ๆ ของเห็ด  (morphology)

          2.1 หมวก (cap or pilleus) เป็นส่วนที่อยู่ด้านบนสุด มีรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น โค้งนูน รูปกรวย รูปปากแตร รูประฆัง เป็นต้น ผิวบนหมวกมีลักษณะต่างกัน เช่น ผิวเรียบ ขรุขระ มีขน เกล็ด มีสีแตกต่างกันและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
          2.2 ครีบ (gill or lamelta)  อาจเป็นแผ่นหรือซี่บาง ๆ อยู่ใต้หมวกเรียงเป็นรัศมี หรือเป็นรู (pores) ครีบเป็นที่เกิดของสปอร์
          2.3 ก้าน (stalk or stripe) ปลายข้างหนึ่งของก้านยึดติดกับดอกหรือหมวกเห็ด มีขนาดรูปร่าง และสีต่างกันในแต่ละชนิดของเห็ด ผิวหยาบ  เรียบ ขรุขระ มีขนหรือเกล็ด เห็ดบางชนิดไม่มีก้าน เช่น เห็ดหูหนู เห็ดเผาะ เป็นต้น
          2.4 วงแหวน (ring or annulus) เป็นส่วนที่เกิดจากเยื่อบาง ๆ ที่ยึดขอบหมวกกับก้านดอกที่ขาดออกจากหมวกเห็ดบาน
          2.5 เปลือกหรือเยื่อหุ้มดอก (volva outer veil) เป็นส่วนนอกสุดที่หุ้มหมวกและก้านไว้ภายในขณะที่ยังเป็นดอกอ่อน จะแตกออกเมื่อดอกเริ่มบาน ส่วนของเปลือกหุ้มจะยังอยู่ที่โคน
          2.6 เนื้อ (cortext) เนื้อภายในหมวกหรือก้านอาจจะเหนียวนุ่ม เปราะ เป็นเส้นใย เป็นรู หรือค่อนข้างแข็ง

เห็ดมีความหมายหลายอย่างขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ ถ้าใช้เป็นมอาหารเห็ดจะอยู่ในกลุ่มพืชผัก เห็นเป็นพวกที่มีสารอาหารโปรตีนสูง อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามิน B 1, B2 และมีแคลอรี่ต่ำ เห็ดถูกจัดเป็นพีชชั้นต่ำกลุ่มหนึ่ง เนื่องจากเห้ดไม่มีคลอโรฟิลสงเคราะห์แสงไม่ได้ ปรุงอาหารไม่ได้ ต้องอาศัยอาหารจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โอยการเป็นปรสิ(Parasite)หรือขึ้นบนรากพืชที่ตายแล้ว(Saprophyte)หรืออาศัยอาหารจากรากพืชอื่นๆ(Mycorrhiza)

โดยทั่วไปเห็ดเป็นชื่อใช้เรียกราชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีวิวัฒนาการสูง สูงกว่าราอื่นๆมีวงจรชีวิตที่สลับซับซ้อนกว่าเชื้อราทั่วไป เริ่มจากสปอร์ซึ่งเป็นอวัยวะหรือส่วนที่สร้างเซลขยายพันธุ์ เพื่อตกไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะงอกเป็นใย และกลุ่มใยรา (Mycelium) เจริญพัฒนาเป็นกลุ่มก้อนเกิดเป็นดอกเห็ดอยู่เหนือพื้นดินบนต้นไม้ ขอนไม้ ซากพืช มูลสัตว์ ฯลฯ เมื่อดอกเห็ดเจริญจะสร้างสปอร์ซึ่งจะปลิวไปงอกเป็นใยรา และเป็นดอกเห็ดได้อีก หมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยไป

3. ความสำคัญของเห็ด­
          3.1 ความสำคัญของเห็ดที่มีต่อชีวิตประจำวัน

          มนุษย์ทั่วโลกรู้จักเห็ดมานาน  ทั้งประเภทที่นำมาใช้เป็นอาหารและประเภทที่มีพิษ สายพันธุ์ของเห็ดมีมากกว่า  30,000  สายพันธุ์  กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก  ในจำนวนสายพันธุ์ดังกล่าวมีถึงร้อยละ  99  สายพันธุ์  ที่มนุษย์สามารถนำมาบริโภคเป็นอาหารได้  ส่วนที่เหลืออีก  ร้อยละ  1  เป็นเห็ดที่มีพิษหรือเห็ดเมา  ซึ่งถ้าบริโภคเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  เห็ดที่นำมาบริโภคเป็นอาหารในอดีตนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด  เช่น  เห็ดฝรั่งหรือเห็ดแชมปิญอง  ซึ่งนิยมบริโภคกันมากในแถบยุโรป  เห็ดหอมเป็นเห็ดที่ชาวจีนนิยมบริโภคกันมากที่สุด  ส่วนคนไทยนั้นนิยมบริโภคเห็ดโคนหรือเห็ดฟาง  แต่เนื่องจากเมื่อนำเห็ดมาประกอบอาหารแล้วมีรสชาติดี  ให้คุณค่าทางอาหารสูงและเห็ดบางชนิดยังมีสรรพคุณเป็นยาป้องกันและรักษาโรค  จึงทำให้มีผู้นิยมบริโภคเห็ดกันมากขึ้นตามลำดับ  ในปัจจุบันพบว่าหลาย ๆ ประเทศเกือบทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและร่วมมือกันในการวิจัย  ค้นคว้า  ทดลอง  คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เห็ดให้มีจำนวนมากขึ้น  ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เห็ดเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค  ประเทศที่มีการผลิตเห็ดเป็นจำนวนมากและส่งไปจำหน่ายยังตลาดโลก ได้แก่  ประเทศไต้หวัน  ญี่ปุ่น  อินเดีย  เกาหลี  และประเทศไทย

          สำหรับประเทศไทยนั้น  นอกจากจะนิยมบริโภคเห็ดกันมากแล้ว  ยังได้ให้ความสำคัญแก่เห็ดมากจนเห็ดกลายเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงเทียบเคียงกับเนื้อสัตว์  ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวที่ติดปากคนไทยมาช้านานว่า  หมู  เห็ด  เป็ด  ไก่  เป็นอาหารสำหรับผู้ที่มีอันจะกิน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  เห็ดเป็นอาหารที่คนทั่วไปยอมรับมาช้านานแล้ว  ในเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร  ซึ่งสามารถแบ่งความสำคัญของเห็ดที่มีต่อชีวิตประจำวันได้ดังนี้

                3.1.1  คุณค่าทางอาหารของเห็ด จากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหารของเห็ดโดยกรมวิทยาศาสตร์พบว่า เห็ดประกอบด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงกว่าพืชผักชนิดอื่น ๆ ยกเว้นพืชผักตระกูลถั่ว  ซึ่งเห็ดที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป  เช่น  เห็ดฟาง  เห็ดหูหนู  เห็ดนางรม  เห็ดเป๋าฮื้อ  เห็ดนางฟ้า  เมื่อนำวิเคราะห์พบว่าประกอบด้วยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  ไขมัน  แร่ธาตุต่าง ๆ และวิตามิน  ในปริมาณที่แตกต่างกัน  และพบว่าเห็ดหูหนูบางชนิดมีปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด  และจากการวิจัยของหน่วยงานวิจัยอุตสาหกรรมการเพาะเห็ดแห่งสหรัฐอเมริกา  (America  Mushroom  Industry  Research)  พบว่าเห็ดที่นิยมบริโภคโดยทั่วไปประกอบด้วยวิตามินหลายชนิด  เช่น  ไทอามีน  ไรโบฟลาวิน  ไนอาซีน  และวิตามินซี  ส่วนวิตามินบี  12  พบเฉพาะในเห็ดเป๋าฮื้อเท่านั้น  ส่วน    แร่ธาตุต่าง ๆที่พบในเห็ดทั่วไปได้แก่  ธาตุเหล็ก  ฟอสฟอรัส  และแคลเซียม  แต่ในเห็ดเป๋าฮื้อมี ธาตุแมกนีเซียมและโพแทสเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย 

          ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน  ราคาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ค่อนข้างสูงมาก  เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่เป็นผลผลิตจากพืช  ดังนั้น  เพื่อเป็นการปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ จึงควรเลือกบริโภคพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทดแทนเนื้อสัตว์บางตามความเหมาะสม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดซึ่งมีโปรตีนสูง  และโปรตีนของเห็ดไม่มีคลอเรสเตอรอลที่เป็นอันตรายต่อระบบไหลเวียนของโลหิต  ประกอบกับเห็ดมีปริมาณธาตุโซเดียมค่อนข้างต่ำ  จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ  โรคไต  โรคหัวใจ  และโรคความดันโลหิตสูง  นอกจากนี้อาหารประเภทเห็ดยังนิยมบริโภคกันมากในหมู่นักปฏิบัติมังสวิรัติ  (vegetarian)  รวมไปถึงผู้ที่ต้องการลดความอ้วน  ผู้ป่วยหลังพักฟื้นหรือผู้ต้องการบำรุงร่างกาย  และที่สำคัญที่สุดก็คือ  มีเห็ดบางชนิดที่สามารถป้องกันและรักษาโรคบางอย่างได้  เห็ดหอม  เห็ดหลินจือ  เป็นต้น

                    3.1.2  สรรพคุณทางยาของเห็ด  เมื่อประมาณ  20  ปีล่วงมาแล้วที่นักวิจัยเห็ดและนักการเพาะเห็ด  ได้ค้นพบสรรพคุณทางยาของเห็ดหลายชนิด  เช่น  เห็ดหอม  เห็ดฝรั่ง  เห็ดหลินจือ  เป็นต้น  ว่าสามารถนำไปใช้เป็นยาธรรมชาติในการป้องกันและบำบัดโรคการสะสมไขมันในหลอดเลือด  โรคความดันโลหิต  และโรคมะเร็งได้อย่างปลอดภัยและได้ผล  อีกทั้งยังมี  สารเรทีน  (retine)  ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านและชะลอการเติบโตของเนื้องอกในร่างกายได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดหลินจือ  ได้ชื่อว่าเป็นเห็ดวิเศษสำหรับชาวจีนและชาวญี่ปุ่นมาช้านาน  เนื่องจากมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันและบำบัดโรคได้หลายชนิด

          ในปี  พ.ศ. 2530  มีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของเห็ดหลินจือในประเทศไทยขึ้นอย่างแพร่หลายและขยายวงกว้างขึ้นโดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับสมาคมนักวิจัยการเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยภายใต้การสนับสนุน  ด้านวิชาการของรัฐบาลญี่ปุ่น  ทำให้วงการแพทย์ในประเทศไทยและประเทศแถบตะวันออกอื่น ๆ ยอมรับว่าเห็ดหลินจือ เป็นยาสมุนไพรที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด  เช่น  โรคความดันโลหิตผิดปกติ  โรคบวมน้ำ  โรคมะเร็ง  โรคตับ  โรคภูมิแพ้  โรคเบาหวาน  โรคกระเพาะและลำไส้  โรคประสาท  เป็นต้น  ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้นำเอาดอกเห็ดหลินจือที่เจริญเติบโตเต็มที่มาสกัดและผลิตเป็นหลินจือ

3.2 ความสำคัญของเห็ดที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศ          ประเทศไทยนับได้ว่ามีสภาพเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเพาะเห็ดอย่างมาก  เนื่องจากมีวัสดุเหลือใช้และมีผลพลอยได้จากการผลิตทางการเกษตรจำนวนมากทั้งที่ได้จากพืชและสัตว์  รวมไปถึงวัชพืชบางชนิดที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย  เช่น  ผักตบชวา หญ้าคา  เป็นต้น ส่วนวัสดุเหลือใช้และผลพลอยได้จากการเกษตรที่สามารถนำมาใช้ในการเพาะเห็ดได้  เช่น ฟางข้าว  ต้นกล้วย  ชานอ้อย  ต้นข้าวโพด  ซังข้าวโพด  เปลือกถั่วเขียว  กากน้ำตาล  ปุ๋ยหมัก  มูลไก่  มูลเป็ด  มูลม้า  และมูลโค  เป็นต้น  ซึ่งวัสดุเหล่านี้สามารถนำไปดัดแปลงและปรับปรุงใช้ในการเพาะเห็ดชนิดต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม  นอกจากนั้นสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทยยังเหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดเศรษฐกิจเกือบทุกชนิด  อาทิเช่น  เห็ดฟาง  เห็ดนางรม  เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหูหนู  รวมไปถึงเห็ดแชมปิญอง  และเห็ดหอม  ก็สามารถเพาะได้ดีในบางท้องถิ่นของประเทศไทย  ดังนั้น  ถ้าได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยได้รู้จักการเพาะเลี้ยงเห็ดที่ถูกวิธี  นอกจากจะทำให้มีผลผลิตเห็ดเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและคุณภาพแล้วยังเป็นการเพิ่มอาหารที่มีคุณค่าแก่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  ทำให้มีคุณค่าสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง  พร้อมที่จะพัฒนาประเทศชาติได้ในทุกทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ  เพราะเมื่อผลผลิตเห็ดเพิ่มขึ้นรายได้ของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้นด้วย  จากการจำหน่ายผลผลิตทั้งในประเทศและส่งเป็นสินค้าออก  ซึ่งเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจของชาติเจริญก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นตามลำดับ

ความเป็นมาของการเพาะเห็ดในประเทศไทย
  การเพาะเห็ดในประเทศไทยเริ่มต้นจากการค้นคว้าทดลองของ  อาจารย์ก่าน  ชลวิจารณ์  เมื่อปี  พ.ศ. 2480  ซึ่งท่านผู้นี้สำเร็จการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยเกษตรแห่งฟิลิปปินส์  แนวความคิดในการเพาะเห็ดของท่านเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อได้ไปศึกษาดูงานที่  Bureau of Plant  Industry  ที่กรุงมะนิลา  ระหว่างการดูงานนั้นได้พบกับ  ดร. คลาร่า  (Dr.F.M. Clara)  ซึ่งเป็น  นักโรคพืชวิทยา  กำลังทดลองเพาะเห็ดฟางโดยการใช้เศษและก้านใบยาสูบ  เศษต้นป่านมนิลา    ต้นกล้วย  กาบกล้วย  รวมทั้งกระสอบป่านเก่า ๆ จากการที่ได้พบเห็นการทดลองดังกล่าวประกอบกับได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่าการเพาะเห็ดเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถทำรายได้ให้ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท

จากประสบการณ์ดังกล่าวเมื่ออาจารย์ก่าน  ชลวิจารณ์  กลับมาประเทศไทยจึงได้บุกเบิกริเริ่มการทดลองการเพาะเห็ดตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2480  เป็นต้นมา  ซึ่งขณะนั้นเห็ดที่คนไทยนิยมบริโภคกันมากคือ  เห็ดฟางหรือเห็ดบัว  เห็ดโคน  เห็ดหูหนู  และเห็ดหิ่งห้อย  จึงได้ศึกษาทดลองวิธีการเพาะเห็ดดังกล่าว  ในสมัยนั้นมีคนจีนบริเวณตำบลซังฮี้  กรุงเทพมหานครได้เพาะเห็ดบัว  โดยอาศัยกองขยะมูลฝอย  คือนำฟางข้าวมาปูทับกองขยะแล้ววางลังไม้ฉำฉาซึ่งไม่มีก้นลงบนกองฟาง  บางครั้งเห็ดก็ขึ้น  แต่ที่ใดที่เห็ดเคยขึ้นแล้วเห็ดจะไม่ขึ้นอีก  นับว่าเป็นการเพาะเห็ดโดยอาศัยธรรมชาติ  แสดงให้เห็นว่า  เปลือกบัว  ฟางข้าว  และกองขยะซึ่งให้ความร้อนเป็นสิ่งที่เห็ดบัวชอบ  และอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์  ก็ได้อาศัยข้อสังเกตดังกล่าวมาใช้ในการค้นคว้าวิธีเพาะเห็ด  ท่านได้ดำเนินการทดลองเพาะเห็ดโดยแบ่งออกเป็น  3  ขั้นตอน  คือ

          1)  การทดลองเลี้ยงเชื้อเห็ดบริสุทธิ์  (pure  culture)  จากเมล็ดหรือจากเยื่อของดอกเห็ดในอาหารวุ้นชนิดต่าง ๆ และศึกษาว่าเชื้อเห็ดต้องการอาหารชนิดใด  ระดับ  pH  ของอาหารและอุณหภูมิที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  เห็ดจึงจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุด

          2) การทดลองทำเชื้อเห็ด  (spawn)  เพื่อให้ได้เห็ดปริมาณมากขึ้นสำหรับใช้ในการเพาะโดยใช้วัสดุชนิดต่าง ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมสำหรับเป็นอาหารของเชื้อเห็ด  เช่น  เปลือกบัว  ฟางข้าว  เมล็ดฝ้าย  ใบก้ามปู  หญ้าแห้ง  ผักตบชวาแห้ง  มูลม้าสด  และวัสดุอื่น ๆ เท่าที่จะหาได้และมีราคาถูก  จากการทดลองนี้พบว่า  เชื้อเห็ดเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในมูลม้าสดผสมเปลือกบัวหรือฟางข้าวสับและหมักไว้จนได้ที่

          3)  การทดลองวิธีการเพาะ (culture)  โดยทำการเพาะเห็ดสองแบบ  คือ  การเพาะเห็ดใน  ลังไม้และการเพาะเห็ดโดยทำแปลงบนพื้นดินในที่ร่มและกลางแจ้งโดยใช้ฟางข้าว  ซึ่งวิธีการ   เพาะเห็ดแบบสร้างแปลงเห็ดด้วยฟางข้าวเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด

          เมื่อการทดลองทำเชื้อเห็ดและการเพาะเห็ดฟางได้ผลแน่นอนเป็นที่พอใจแล้ว  จึงได้นำเอาออกส่งเสริมและเผยแพร่ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปทำเชื้อเห็ดหรือเพาะเห็ดเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัว  จากความสำเร็จครั้งนี้นอกจากจะได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปแล้ว  ชาวต่างประเทศจำนวนมากได้ติดต่อขอคำแนะนำและขอซื้อเชื้อเห็ดจากประเทศไทย  จนต้องจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 2493  ชื่อว่า “Culture  of  Mushroom  in  Thailand”  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เห็ดฟางหรือเห็ดบัวกลายเป็นเห็ดที่นิยมเพาะกันมากในหมู่เกษตรกรและในขณะเดียวกันความต้องการทางด้านการตลาดก็นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

          ดังนั้นอาจารย์ก่าน  ชลวิจารณ์  จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลแรกที่ทำการบุกเบิกและพัฒนาการเพาะเห็ดฟางจนประสบผลสำเร็จในปี  พ.ศ. 2505  แผนกโรคพืช  กรมวิชาการเกษตร  ได้ทดลองเพาะเห็ดนางรม โดยอาจารย์พันธุ์ทวี  ภักดีแดนดิน  โดยความร่วมมือช่วยเหลือของ ดร.บล็อก  (Dr.S.S. Block)  ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จและได้มีการพยายามปรับปรุงพันธุ์เห็ดนางรมในระยะเวลาต่อมาจนประเทศไทยสามารถเพาะเห็ดนางรมได้ตลอดทั้งปีหลังจากนั้นก็ได้ทำการอบรมเผยแพร่แก่เกษตรกรจนกระทั่งปี พ.ศ. 2515 จึงได้จัดตั้งชมรมเห็ดขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำให้การเพาะเห็ดในประเทศไทยตื่นตัวมากขึ้น

          ปี  พ.ศ. 2507  มีผู้นำเอาเห็ดหูหนูจากไต้หวันมาทดลองเพาะที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผลสำเร็จ  กรมวิชาการเกษตรโดย  ดร. วนิดา  แจ้งศรี  ได้ทำการศึกษาและทดลองจนสามารถเพาะและให้ผลผลิตเต็มที่  จึงได้มีการเผยแพร่วิธีการเพาะเห็ดหูหนูแก่เกษตรกร

          ปี  พ.ศ. 2514  บริษัทฟาร์มเอกชนที่จังหวัดลำปางได้ทดลองเพาะเห็ดแชมปิญองหรือเห็ดฝรั่งจนเป็นผลสำเร็จ  หลังจากนั้นอีกประมาณ  2  ปี  ต่อมาอาจารย์นุชนารถ  จงเลขา  ได้ทำการวิจัยและเผยแพร่ผลการวิจัยไปสู่เกษตรกรจนเป็นที่แพร่หลายกันในเวลาต่อมา

          ปี  พ.ศ. 2515  บริษัทสากลได้นำเห็ดเป๋าฮื้อมาทดลองเพาะเพื่อแปรรูปเป็นเห็ดกระป๋องแต่ไม่ได้เผยแพร่เทคนิคการเพาะ  แต่ในที่สุดชมรมเห็ด  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ศึกษาทดลองเพาะเห็ดเป๋าฮื้อจนเป็นผลสำเร็จ  และส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเพาะเลี้ยง       จากอดีตที่ผ่านมาพบว่ประเทศไทยได้พยายามปรับปรุงและพัฒนาการเพาะเห็ดมานานถึง  52  ปี  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเพาะเห็ดระหว่างประเทศต่าง ๆ ในเอเชียด้วยกันแล้ว  ประเทศไทยจะเป็นรองเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น  เนื่องจากเทคโนโลยีที่เกษตรกรใช้อยู่นั้น  เป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่เรียนรู้และยอมรับได้ง่ายเหมาะแก่การถ่ายทอดและนำไปใช้  ซึ่งมักจะมีข้อจำกัดที่ผลผลิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพดินฟ้าอากาศทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ  จึงทำให้เกิดปัญหาทางการตลาด  เพราะแม้ว่าตลาดเห็ดของไทยจะกว้างขวางมากเพียงใดก็ตาม  แต่ในขณะเดียวกันตลาดทุกประเภทต้องการเห็ดที่มีคุณภาพสูงมากด้วยเช่นกัน

5. แหล่งผลิตเห็ดที่สำคัญของไทย
จากการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับผลผลิตของเห็ดทุกชนิดในประเทศไทยจากแหล่งต่างๆทั่วประเทศพบว่าเห็ดที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิตเห็ดฟางมากที่สุดรองลงมาได้แก่เห็ดนางรม  เห็ดเป๋าฮื้อ  เห็ดนางฟ้า  


ขั้นตอนการเพาะเห็ดนางฟ้า

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้า

images (3)

 

1. การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้า


        สำหรับโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้านั้นควรมีขนาด 2 x 15 x 2 (กว้าง x ยาว x สูง) เมตร ซึ่งจะวางก้อนเชื้อเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าได้ประมาณ 4,000 ก้อน โรงเรือนควรเป็นแบบที่สร้างง่าย ลงทุนน้อย และวัสดุที่จะนำมาสร้างเป็นโรงเรือนนั้นจะต้องหาง่ายที่มีอยู่ในท้องถิ่น เป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ เช่น ฟาง, หญ้าแฝก, ไม้ไผ่ เป็นต้น สำหรับการสร้างโรงเรือนให้เหมาะสมนั้นควรสร้างในที่เย็นชื้นและสะอาดปราศจากศัตรูของเห็ดที่จะเข้ามารบกวน หลังคามุงจากหรือแฝก แล้วคลุมทับด้วยสะแลนอีก 1 ชิ้น การคลุมหลังคาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย เพื่อป้องกันลม ลมแรง ลมค่อย ลมหนาว ลมแห้งแล้ง สภาพลม สภาพอากาศ มีผลกระทบต่อการออกดอกของเห็ดได้เช่นเดียวกัน ปิดประตูด้วยกระสอบป่านหรือแผ่นยาง ปูพื้นด้วยทราย เพื่อเก็บความชื้น ทิศทางลม ก้อมีส่วนสำคัญในการโรงเพาะเห็ด ต้องดูทิศทางของลมเหนือลมใต้ เพื่อป้องกันการพัดพาเชื้อโรค ที่จะมีผลต่อก้อนเห็ด และการออกดอกของเห็ด

images (4)

 

การสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าขนาด 2 x 15 x 2 มีทั้งหมด 4 ด้านด้วยกัน ซึ่งแต่ละด้านสามารถเก็บก้อนเชื้อเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าได้ถึง 1,000 ก้อน ซึ่งการทำโรงเรือนในลักษณะนี้ ใช้พื้นที่รวมแล้วแค่ประมาณ 60 ตารางเมตรเท่านั้น วัสดุในการทำงานก็ใช้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ไม้ยูคา หรือ อื่น ๆ ตัวเสาก็อาจจะใช้ไม้ที่มีขนาดใหญ่เพื่อความแข็งแรงของโรงเรือน หลังคาก็ใช้หญ้าแฝก ซึ่งเป็นวัสดุที่เหมาะกับการทำโรงเรือนเป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถกักเก็บความร้อนชื้นได้ดี เป็นภูมิอากาศที่เห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าชอบ

ขั้นตอนที่ 2 การทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้า

 

images (3)

 

วิธีการทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้า


        การทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้านั้นจำเป็นต้องหาวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมดังนี้ ได้แก่ขี้เลื่อยยางพาราหรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน แต่ในทางปฏิบัตินั้นขี้เลื่อยยางพาราจะให้ผลดีที่สุด จากนั้นก็หาส่วนผสมต่างๆเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารมากยิ่งขึ้น และสูตรการทำก้อนเชื้อเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้ามีส่วนผสมหลัก ๆดังนี้ 


ขี้เลื่อยยางพาราแห้งสนิท 100 กิโลกรัม
รำละเอียด 6 – 8 กิโลกรัม
ข้าวโพดป่น 3 – 5 กิโลกรัม
ปูนยิบซัม 1 กิโลกรัม
หินปูนหรือผงชอล์ก 1 กิโลกรัม
ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม
น้ำ 80 กิโลกรัม
EM 1 ลิตร


       เมื่อหาส่วนผสมมาครบแล้ว ก็ทำการตากและกองขี้เลื่อยยางพาราไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นค่อยทำการผสมโดยการเติมน้ำลงประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ทดสอบโดยการกำส่วนผสมถ้ามีน้ำซึมตามง่ามมือแสดงว่าการผสมนี้ผสมน้ำมากเกินไปแต่ถ้าเมื่อบีบแล้วขี้เลื่อยแตกเป็น 3 ก้อนแสดงว่าการผสมใช้ได้เรียกว่าพอดีแล้วแต่ถ้าว่าถ้ากำแล้วแบมือออกแล้วขี้เลื่อยจับตัวไม่เป็นก้อนแสดงว่าเติมน้ำน้อยจนเกินไป เมื่อผสมเข้ากันได้ที่แล้วก็ทำการกรอกใส่ถุงเพาะเห็ด ใส่ให้ได้น้ำหนักประมาณ 800 – 900 กรัม หลังจากนั้นก็ทำการรวบปากถุงกระทุ้งกับพื้นให้แน่นพอประมาณหลังจากนั้นก็ทำการใส่คอขวด

ขั้นตอนที่ 3 การหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า

 

การหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า

        เมื่อทำก้อนเชื้อเสร็จแล้ว เราก็จะนำก้อนเชื้อที่ได้ทำการหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าตามลำดับ โดยก่อนอื่นก้อนเชื้อที่ได้นั้นเราก็จะนำมาทำการนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ ถ้ามีหม้อนึ่งความดันอยู่แล้วก็ให้นึ่งที่ความดัน 25 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว โดยทำการนึ่งที่ระยะเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีหม้อนึ่งความดันอาจใช้หม้อนึ่งจากถังน้ำมัน 200 ลิตร แทนก็ได้ แต่จะต้องทำการนึ่งประมาณ 3 ครั้ง โดยทำการนึ่งที่อุณหภูมิ 100 อาศาเซลเซียส นึ่งที่ระยะเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง และทำการนึ่งทั้งหมด 3 ครั้ง เมื่อผ่านขั้นตอนการนึ่งฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว เราก็จะทำการหยอดเชื้อเห็ดลงสู่ก้อนเชื้อ เชื้อเห็ดจากเมล็ดข้าวฟ่างควรหยอดเชื้อลงประมาณ 20 – 25 เมล็ด เมื่อหยอดเชื้อลงสู่ก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ให้ทำการปิดปากถุงก้อนเชื้อให้เรียบร้อย หลังจากทำการหยอดเชื้อลงในก้อนเชื้อเสร็จ เราก็จะทำการบ่มเชื้อเห็ดในอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยการบ่มเชื้อนั้นต้องนำก้อนไปบ่มไว้ที่ระยะเวลาประมาณ 20-25 วัน กรรมวิธีการบ่มก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ต้องเก็บให้เป็นระเบียบ ไม่ถูกแดด ไม่ถูกฝน ลมไม่โกรกไม่มีแมลง ไม่มีหนู อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวผลผลิตเห็ดนางฟ้า

การเก็บเกี่ยวผลผลิตเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้า

        หลังจากที่ได้เราทำการบ่มเชื้อเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นช่วงระยะเวลาของการเปิดดอกและทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าจะออกดอกเมื่อมีความชื้นสูงพออากาศไม่ร้อนมาก เมื่อถูกเหนี่ยวนำด้วยอากาศเย็นตอนกลางคืนก็จะออกดอกได้ดี เทคนิคที่ทำให้ออกดอกสม่ำเสมอและดอกใหญ่สามารถทำได้ดังนี้  เมื่อเก็บดอกเสร็จต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อโดยเขี่ยเศษเห็ดออกให้หมด งดให้น้ำสัก 3 วัน เพื่อให้เชื้อฟักตัวแล้วก็กลับมาให้น้ำอีกตามปกติเห็ดก็จะเกิดเยอะเหมือนเดิมหรือเมื่อเก็บดอกเห็ดเสร็จก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเหมือนเดิม แล้วรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้าทิ้งระยะเวลาประมาณ 2 – 3 วัน ให้น้ำปกติหลังจากนั้นก็เปิดปากถุงก็จะเกิดดอกที่สม่ำเสมอเป็นการเหนี่ยวนำให้ออกดอกพร้อมกัน เมื่อเห็ดออกดอกและบานจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ให้เก็บดอกโดยจับที่โคนดอกทั้งช่อ โยกซ้ายขวา-บนล่าง แล้วดึงออกจากถุงเห็ด ระวังอย่าให้ปากถุงเห็ดบาน ถ้าดอกเห็นโคนขาดติดอยู่ให้แคะออกทิ้งให้สะอาดเพื่อป้องกันการเน่าเสีย เป็นสาเหตุทำให้เกิดหนอนจากการวางไข่ของแมลงได้ การดูลักษณะดอกเห็ดที่ควรเก็บ คือดอกไม่แก่ หรืออ่อนจนเกินไป ดูที่ขอบดอกยังงุ้มอยู่คือดอกที่เหมาะแก่การเก็บเกี่ยว ถ้าขอบยกขึ้นแสดงว่าแก่แล้ว ดอกเห็ดที่แก่จัด และออกสปอร์เป็นผงขาวด้านหลังดอกเห็ด ต้องรีบเก็บออก เพราะสปอร์จะเป็นตัวชักนำให้แมลงเข้ามาในโรงเรือนเพาะเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าได้

ขั้นตอนที่ 5 ปัญหาที่พบในการเพาะเห็ดนางฟ้า

ปัญหาที่พบในการเพาะเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้า

เราสามารถวิเคราะห์ปัญหาในการเพาะเห็ดนางรม และเห็ดนางฟ้าออกมาได้ 7 ข้อหลัก ๆ ดังนี้

1. เชื้อในถุงไม่เดิน 
สาเหตุ ขณะหยอดเชื้อถุงก้อนเชื้อร้อนเกิน เชื้ออ่อนแอเกินไป และลืมหยอดเชื้อ
วิธีแก้ไข ตั้งก้อนเชื้อให้เย็นอย่างน้อย 24 ชั่งโมง คัดเชื้ออ่อนแอทิ้ง ก่อนหยอดเชื้อ ขณะหยอดเชื้อต้องมีสติ และสมาธิแน่นแน่

2. หนอนแมลงหวี่กินเส้นใย 
สาเหตุ แมลงหวี่ไข่ไว้ที่ฝาจุกหรือสำลี
วิธีแก้ไข ตรวจสอบสุขภาพอนามัยของโรงเรือน จุก สำลี ต้องนึ่งฆ่าเชื้อ สำลีต้องอุดให้แน่น ปิดกระดาษให้สนิทอย่าให้มีช่อง

3. เชื้อเดิน แต่หยุด มีกลิ่นบูด มีน้ำเมือก มีสีเหลือง เขียว หรือสีดำ 
สาเหตุ มีราหรือแบคทีเรียปนเปื้อน นึ่งฆ่าเชื้อไม่หมด นึ่งฆ่าเชื้อดีแต่กระบวนการลดความร้อนและเปิดหม้อนึ่งไม่ถูกต้อง เชื้อเห็ดที่ใช้ไม่มีคุณภาพ วิธีการหยอดเชื้อไม่ดี บ่มถุงก้อนเชื้อหนาแน่นเกินไปทำให้การระบายอากาศไม่ดี มีคาร์บอนไดออกไซค์มาก
วิธีแก้ไข ให้ทบทวนสาเหตุหลักของการปนเปื้อน ตรวจกระบวนการนึ่ง เรื่อง เวลา อุณหภูมิ จำนวนก้อน ไล่อากาศในหม้อนึ่ง ค่อยๆลดความร้อน อย่าเปิดหม้อนึ่งอย่ารวดเร็ว ตรวจดูจุกสำลีว่าแน่นหรือไม่ ใช้เชื้อเห็ดที่บริสุทธิ์ อบรมวิธีการปลอดเชื้อ และปรับปรุงวิธีทำงาน ห้องบ่มเชื้อควรมีอุณหภูมิ 25 – 30 องศาเซลเซียส ปรับปรุงเรื่องสุขอนามัยฟาร์ม

4. เชื้อเดินเต็มก้อน แต่ไม่ออกดอก
สาเหตุ เชื้อเป็นหมัน เชื้อไม่ดี สภาพแวดล้อมในโรงเรือนไม่เหมาะสม มีสิ่งปนเปื้อน เช่น รา ไร แบคทีเรีย หนอน และมีการใช้สารเคมีมากเกินไป
วิธีแก้ไข จัดหาเชื้อใหม่ จัดสภาพในโรงเรือนให้เหมาะสม จัดสุขอนามัยฟาร์ม แสง อุณหภูมิ ความชื้น การถ่ายเทอากาศ และไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดแมลง 

5. เกิดดอกเห็ดแต่ก้านยาวหมวกดอกไม่แผ่ออก
สาเหตุ แสงไม่เพียงพอและมีคาร์บอนไดออกไซค์มากเกินไป
วิธีแก้ไข ปรับแสงให้มากขึ้น จัดให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น

6. เกิดหน่อมากแต่ดอกกลับเติบโตน้อย
สาเหตุ เชื้ออ่อนแอ เงื่อนไขเหมาะแก่การเกิดหน่อ ไม่เหมาะแก่การพัฒนาของดอก ขาดออกซิเจนและแสง อาหารในก้อนเชื้อไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ เชื้อที่ใช้ไม่ดี มีคุณภาพต่ำ มีจุลินทรีย์ต่างๆรบกวน การถ่ายเทอากาศไม่ดี ความชื้นสูงเกินไปและรดน้ำมากเกินไป เกิดจากการใช้สารเคมีในช่วงเปิดดอก
การแก้ไข เปลี่ยนเชื้อใหม่ ปรับเงื่อนไขของการเกิดดอก เพิ่มการถ่ายเทอากาศ เพิ่มช่องแสง
ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ ใช้เชื้อที่มีอัตราการเดินเส้นใยดี ปรับโรงเรือนไม่ให้เหมาะกับจุลินทรีย์ เพิ่มการถ่ายเทอากาศ ลดความชื้นลง ควรเลิกใช้สารเคมีในช่วงเปิดดอก

7. เกิดดอกเพียงรุ่นเดียวรุ่นต่อไปไม่เกิด
สาเหตุ อาหารในก้อนเชื้อไม่เพียงพอ เกิดการปนเปื้อน การจัดโรงเรือนไม่ดี เชื้อไม่ดี
การแก้ไข ปรับสูตรอาหารใหม่ จัดการเรื่องสุขอนามัยฟาร์ม ปรับเรื่องแสง อุณหภูมิ ความชื้น ขูดลอกผิวส่วนที่ปากถุงออก ปรับปรุงวิธีการจัดการและเอาใจใส่มากขึ้น เปลี่ยนเชื้อใหม่ 


ความคิดเห็น